วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ย้อนอดีต "civic"
ย้อนอดีต "ซีวิค"
Birth of the Civic
ฮอนด้าเผยโฉมซีวิคเจเนอเรชั่นแรกในเดือนกรกฎาคม ปี 1972 ด้วยตัวถังแบบ "shortbacked" 2 ประตู ซีวิค รุ่นแรกมาพร้อมกับขุมพลังแบบ 4 สูบ SOCH ขนาด 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 54 แรงม้า จุดเด่นอยู่ที่นำอะลูมิเนียมมาผลิตเครื่องยนต์ และที่สำคัญเครื่องยนต์บล็อกนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี CVCC (Compound Vortex Combustion ) ที่ช่วยลดปริมาณของไอเสียที่ถูกปล่อยออกสู่ตลาด
ถัดมาก็ได้เปิดตัวแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ต่อมาอีก 2 ปี ฮอนด้าได้เพิ่มตัวถังแบบ เอสเตท 5 ประตู นอกจากนี้ยังเปิดตัวรุ่นพิเศษ "RS" ในตัวถังแฮทช์แบ็ค 3 ประตู แต่ขนาดเครื่องยนต์เท่าเดิมเพิ่มแต่แรงม้าเป็น 76 แรงม้า จนในปี 1977 ซีวิคในรุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่นและในแถบยุโรป ฮอนด้า ตัดสินใจที่จะส่งฮอนด้า ซีวิคไปในรุ่นแฮทช์แบ็ค 5 ประตู เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

Second Generationในปี 1979
ฮอนด้า เปิดตัวซีวิครุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตู และแฮทช์แบ็ค 5 ประตู และได้มีการพัฒนาตัวถังให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติเพื่อเพิ่มเนื้อที่ใช้สอยภายใน สำหรับในรุ่นนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ 4 สูบ OHC 1.3 ลิตร 68 แรงม้า และเครื่องยนต์ 4 สูบ OHC 1.5 ลิตร 80 แรงม้า ขณะที่ระบบส่งกำลังจากเดิมที่เป็นเกียร์ธรรมดา 4 สปีค เปลื่ยนมาเป็น 5 สปีค และปีต่อมานำรุ่นซีดาน 4ประตู สู่ตลาดโลก แถมในรุ่นนี้ยังทำการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก คือประเทศอังกฤษ

Third Generation
ปี 1983 ถึงคิวของซีวิค เจเนลเรชั่นที่ 3 โดยครั้งนี้ฮอนด้าได้มีการออกแบบซีวิคใหม่เอี่ยมอ่อง ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมของรุ่นที่ผ่านมาแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นที่เน้นเส้นสายดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวและความหรูหราจากรถยนต์ยุโรป เรียกการออกแบบในลักษณะนี้ว่า "Europeanised Styte" เจเนลเรชั่นนี้นอกจากมีรุ่น แฮทช์แบ็ค 3 ประตู ,4 ประตู ฮอนด้ายังเพิ่มรุ่นใหม่คือ "ซีวิค ซีอาร์-เอ็กซ์ รถแบบสปอร์ตคูเป้ ที่มาพร้อมกับขุมพลังแบบ 4สูบ 1.5 ลิตร ให้กำลัง 100 แรงม้า
ที่สำคัญในปี 1984 ซีวิคในรุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตูได้รับรางวัล "Car-Design-Award 1984 " จากประเทศอิตาลี นอกจากนี้ยังเริ่มพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบเรียลไทม์ด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำระบบกรองไอเสีย Catalytic Converters มาใช้เป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร

Fourth Generation
ในเจเนอเรชั่นนี้มีหลายชิ้นส่วนหลักได้รับการพัฒนาขึ้นจากเดิมมากตั้งแต่เครื่องยนต์แบบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมระบบที่สร้างชื่อเสียงให้กับฮอนด้านั่นคือ VTEC หรือระบบวาล์วแปรผัน ส่งผลให้เครื่องยนต์มีกำลังสูงขึ้นทั้งในรอบต่ำและรอบสูง นอกจากนี้ยังมีระบบช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบน ที่ฮอนด้าเชื่อมั่นมากในประสิทธิภาพการควบคุมรถ รูปลักษณ์ภายนอกออกมาในแนวสปอร์ตมากขึ้นคือเน้นความเพรียว บางมากกว่าเดิม
ขุมพลังแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VTEC ที่สามารถสร้างแรงม้าจากเครื่องยนต์ 1590 ซีซี ได้มากถึง 130 แรงม้า และเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC ในรหัส D15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในไทยจะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บิวเรเตอร์ แรงม้าสูงสุด 90 แรงม้า

Fifth Generation
โมเดลในปี 1991 ถือเป็นซีวิค อีกหนึ่งรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตระกูลซีวิค ทั้งในรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ค ด้วยรูปโฉมการออกแบบที่ร่วมสมัยเน้นส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง มีเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 90 แรงม้าไปจนถึง 170 แรงม้า ในเครื่องยนต์ VTEC รหัส B16A และอีก 2 ปีต่อมา ฮอนด้าเปิดตัวรุ่นคูเป้ มาพร้อมกับขุมพลัง VTEC 170 แรงม้า ซึ่งรุ่นนี้เป็นการพัฒนาขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและจำหน่ายในประเทศ

Sixth Generation
มีการเปิดตัวพร้อม ๆกันถึง 3 รุ่น คือแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ซีดาน 4ประตู และแบบคูเป้ 2 ประตู สำหรับรุ่นนี้โครงสร้างพื้นฐานหลักใช้ร่วมกับรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี รถยนต์เอสยูวีร่วมค่าย รูปลักษณ์ภายนอกมีขนาดใหญ่ขึ้น ต่อมาในปี 1998 ฮอนด้าเอาใจคนที่รักความเร็วด้วยการออกรุ่นพิเศษ "ซีวิค ไทพ์ อาร์ " ซึ่งได้รับการตกแต่งพิเศษทั้งภายนอกและภายในที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเบาะนั่งคู่หน้าเพราะเป็นสีแดงสดจาก "RECARO" ขณะที่ขุมพลังใช้รหัส B16B ซึ่งพัฒนามาจากรุ่น B16A แรงม้าขยับขึ้นเป็น 185 แรงม้า

Seventh Generation
ฮอนด้า ซีวิค ในเจเนอเรชั่นที่ 7 เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 2000 และเริ่มจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 2001 ก่อนหน้าประเทศไทยเพียงไม่กี่เดือน ด้วย 3 ตัวถังคือ ซีดาน แฮทช์แบ็ค 3 ประตู 5 ประตู และคูเป้ ซึ่งในเมืองไทยมีจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวคือ 4 ประตู
สำหรับขุมพลังเป็นรหัส D17A เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ขนาดความจุเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ลิตร 130 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกถึง 3 คือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีค เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีค และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT หรือจะเลือกร้อนแรงสไตล์สปอร์ตกับเครื่องงยนต์อัจฉริยะ I-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูล 16 วาล์ว 155 แรงม้า พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีค และขุมพลังที่มีความรุนแรงที่สุดที่อยู่ใต้ฝากระโปรงของซีวิค ไทร์-อาร์

มาถึงปัจจุบัน ซีวิค เจเนอเรชั่นที่ 8 ได้เปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์แล้วทั้งในยุโรป และอเมริกา สำหรับคนไทยเองก็จะได้สัมผัสกับเจ้า ซีวิค ใหม่ในเร็ววันนี้ และเชื่อว่าฮอนด้า ซีวิคใหม่น่าจะประสบความสำเร็จในตลาดรถเมืองไทยอย่างเช่นที่ผ่านมา เพราะบรรดาสาวกที่จงรักภักดีกับฮอนด้าคงจะถูกอกถูกใจกับเจเนอเรชั่นล่าสุดของซีวิคอย่างแน่นอน
Birth of the Civic
ฮอนด้าเผยโฉมซีวิคเจเนอเรชั่นแรกในเดือนกรกฎาคม ปี 1972 ด้วยตัวถังแบบ "shortbacked" 2 ประตู ซีวิค รุ่นแรกมาพร้อมกับขุมพลังแบบ 4 สูบ SOCH ขนาด 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 54 แรงม้า จุดเด่นอยู่ที่นำอะลูมิเนียมมาผลิตเครื่องยนต์ และที่สำคัญเครื่องยนต์บล็อกนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี CVCC (Compound Vortex Combustion ) ที่ช่วยลดปริมาณของไอเสียที่ถูกปล่อยออกสู่ตลาด
ถัดมาก็ได้เปิดตัวแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ต่อมาอีก 2 ปี ฮอนด้าได้เพิ่มตัวถังแบบ เอสเตท 5 ประตู นอกจากนี้ยังเปิดตัวรุ่นพิเศษ "RS" ในตัวถังแฮทช์แบ็ค 3 ประตู แต่ขนาดเครื่องยนต์เท่าเดิมเพิ่มแต่แรงม้าเป็น 76 แรงม้า จนในปี 1977 ซีวิคในรุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่นและในแถบยุโรป ฮอนด้า ตัดสินใจที่จะส่งฮอนด้า ซีวิคไปในรุ่นแฮทช์แบ็ค 5 ประตู เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

Second Generationในปี 1979
ฮอนด้า เปิดตัวซีวิครุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตู และแฮทช์แบ็ค 5 ประตู และได้มีการพัฒนาตัวถังให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติเพื่อเพิ่มเนื้อที่ใช้สอยภายใน สำหรับในรุ่นนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ 4 สูบ OHC 1.3 ลิตร 68 แรงม้า และเครื่องยนต์ 4 สูบ OHC 1.5 ลิตร 80 แรงม้า ขณะที่ระบบส่งกำลังจากเดิมที่เป็นเกียร์ธรรมดา 4 สปีค เปลื่ยนมาเป็น 5 สปีค และปีต่อมานำรุ่นซีดาน 4ประตู สู่ตลาดโลก แถมในรุ่นนี้ยังทำการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก คือประเทศอังกฤษ

Third Generation
ปี 1983 ถึงคิวของซีวิค เจเนลเรชั่นที่ 3 โดยครั้งนี้ฮอนด้าได้มีการออกแบบซีวิคใหม่เอี่ยมอ่อง ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมของรุ่นที่ผ่านมาแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นที่เน้นเส้นสายดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวและความหรูหราจากรถยนต์ยุโรป เรียกการออกแบบในลักษณะนี้ว่า "Europeanised Styte" เจเนลเรชั่นนี้นอกจากมีรุ่น แฮทช์แบ็ค 3 ประตู ,4 ประตู ฮอนด้ายังเพิ่มรุ่นใหม่คือ "ซีวิค ซีอาร์-เอ็กซ์ รถแบบสปอร์ตคูเป้ ที่มาพร้อมกับขุมพลังแบบ 4สูบ 1.5 ลิตร ให้กำลัง 100 แรงม้า
ที่สำคัญในปี 1984 ซีวิคในรุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตูได้รับรางวัล "Car-Design-Award 1984 " จากประเทศอิตาลี นอกจากนี้ยังเริ่มพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบเรียลไทม์ด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำระบบกรองไอเสีย Catalytic Converters มาใช้เป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร

Fourth Generation
ในเจเนอเรชั่นนี้มีหลายชิ้นส่วนหลักได้รับการพัฒนาขึ้นจากเดิมมากตั้งแต่เครื่องยนต์แบบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมระบบที่สร้างชื่อเสียงให้กับฮอนด้านั่นคือ VTEC หรือระบบวาล์วแปรผัน ส่งผลให้เครื่องยนต์มีกำลังสูงขึ้นทั้งในรอบต่ำและรอบสูง นอกจากนี้ยังมีระบบช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบน ที่ฮอนด้าเชื่อมั่นมากในประสิทธิภาพการควบคุมรถ รูปลักษณ์ภายนอกออกมาในแนวสปอร์ตมากขึ้นคือเน้นความเพรียว บางมากกว่าเดิม
ขุมพลังแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VTEC ที่สามารถสร้างแรงม้าจากเครื่องยนต์ 1590 ซีซี ได้มากถึง 130 แรงม้า และเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC ในรหัส D15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในไทยจะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บิวเรเตอร์ แรงม้าสูงสุด 90 แรงม้า

Fifth Generation
โมเดลในปี 1991 ถือเป็นซีวิค อีกหนึ่งรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตระกูลซีวิค ทั้งในรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ค ด้วยรูปโฉมการออกแบบที่ร่วมสมัยเน้นส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่นแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง มีเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 90 แรงม้าไปจนถึง 170 แรงม้า ในเครื่องยนต์ VTEC รหัส B16A และอีก 2 ปีต่อมา ฮอนด้าเปิดตัวรุ่นคูเป้ มาพร้อมกับขุมพลัง VTEC 170 แรงม้า ซึ่งรุ่นนี้เป็นการพัฒนาขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและจำหน่ายในประเทศ

Sixth Generation
มีการเปิดตัวพร้อม ๆกันถึง 3 รุ่น คือแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ซีดาน 4ประตู และแบบคูเป้ 2 ประตู สำหรับรุ่นนี้โครงสร้างพื้นฐานหลักใช้ร่วมกับรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี รถยนต์เอสยูวีร่วมค่าย รูปลักษณ์ภายนอกมีขนาดใหญ่ขึ้น ต่อมาในปี 1998 ฮอนด้าเอาใจคนที่รักความเร็วด้วยการออกรุ่นพิเศษ "ซีวิค ไทพ์ อาร์ " ซึ่งได้รับการตกแต่งพิเศษทั้งภายนอกและภายในที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเบาะนั่งคู่หน้าเพราะเป็นสีแดงสดจาก "RECARO" ขณะที่ขุมพลังใช้รหัส B16B ซึ่งพัฒนามาจากรุ่น B16A แรงม้าขยับขึ้นเป็น 185 แรงม้า

Seventh Generation
ฮอนด้า ซีวิค ในเจเนอเรชั่นที่ 7 เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 2000 และเริ่มจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 2001 ก่อนหน้าประเทศไทยเพียงไม่กี่เดือน ด้วย 3 ตัวถังคือ ซีดาน แฮทช์แบ็ค 3 ประตู 5 ประตู และคูเป้ ซึ่งในเมืองไทยมีจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวคือ 4 ประตู
สำหรับขุมพลังเป็นรหัส D17A เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ขนาดความจุเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ลิตร 130 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกถึง 3 คือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีค เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีค และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT หรือจะเลือกร้อนแรงสไตล์สปอร์ตกับเครื่องงยนต์อัจฉริยะ I-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูล 16 วาล์ว 155 แรงม้า พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีค และขุมพลังที่มีความรุนแรงที่สุดที่อยู่ใต้ฝากระโปรงของซีวิค ไทร์-อาร์

มาถึงปัจจุบัน ซีวิค เจเนอเรชั่นที่ 8 ได้เปิดตัวสู่ตลาดรถยนต์แล้วทั้งในยุโรป และอเมริกา สำหรับคนไทยเองก็จะได้สัมผัสกับเจ้า ซีวิค ใหม่ในเร็ววันนี้ และเชื่อว่าฮอนด้า ซีวิคใหม่น่าจะประสบความสำเร็จในตลาดรถเมืองไทยอย่างเช่นที่ผ่านมา เพราะบรรดาสาวกที่จงรักภักดีกับฮอนด้าคงจะถูกอกถูกใจกับเจเนอเรชั่นล่าสุดของซีวิคอย่างแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552
รถ3ประตูของฉัน
ก็แค่อยากบอก
การทำBlogนี้ เป็นBlogแรกเลยที่ทำเอง เลยไม่รู้ว่าจะทำไรดี จะเริ่มที่ไหน ยังไง และการทำBlogที่ดีเป็นเช่นไร แต่ที่ทำเรื่องรถ 3ประตูนี้ไม่ได้มาอวดหรืออยากโชว์อะไร ก็แค่ คนๆนึงที่ชอบรถ 3 ประตูเป็นชีวิตจิตใจ ความรู้เรื่องรถก็ไม่ค่อยมี พูดง่ายๆ ก็ผมรักของผม อิอิ คันนี้เป็นคันแรกและอาจเป็นคันสุดท้ายก็ได้นะครับ เพราะผมเป็นคนที่ไม่ได้มีเงินมีทองกะใครเขา เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า คนจน นั้นเอง หลายคนที่อ่านบทความนี้อาจคิดหรือไม่คิด ว่าทำไมผมถึงไม่ไปเข้าเว็ปแฟนคลับต่างๆ มีเยอะแยะไป ทำไมไม่ไปทำกระทู้ที่นั้นล่ะ คือแบบว่า ผมเข้ามาหมดแล้วครับ เพียงแต่ ผมอาจทำBlogขึ้นมาก็เท่านั้น มาดูรถผมเลยครับ ติชมได้นะครับ รถผมแต่งแบบพอเพียง เงินน้อยแต่อยากแต่ง

จากรถปี95 อายุ็มากแต่เจ้าของไม่มากตามนะครับ มาทำสีใหม่ทำฝาโปงดำ ก็ดูสวยดีนะ(คนอื่นอาจสวยกว่า)สวยในสายตาผมนี่

ผมได้เปลี่ยนไฟหน้ารถเป็นแปปโคมดำ อย่าคิดว่าของแท้นะครับ ของเทียมแท้ๆเลยครับ ใส่ลิ้นหน้าเป็นทรงSirครับ

ภายในเอาของตัวนอกมาใส่หรือที่เรียกกันว่าภายในรถที่ประเทศ๋Japanเข้าใช้กันที่บ้านเรามีก็แค่ภายในรถJazzเท่านั้น

ก็แค่ท้ายดำหรือเรียกว่าตูดดำ อิอิ ทำสีมาครับ

ส่วนท่อผมใช้ท่อspoon n1 ครับ แล้วใส่ที่ลากรถ แต่ลากไม่ได้นะครับ เอาไว้กันคนเข็นรถมาชนท้ายผม อิอิ
คนที่ชอบในรถ3ประตูบางคนแต่งสวยมากเลยครับ ราคาของแต่ง แพงๆ ดีๆ นี่ก็เป็นแนวการแต่งรถแบบ บ้านๆ หรือบ้านนอก แลวแต่คนจะคิดนะครับ แล้วผมจะเอาข้อมูลหรืออะไรที่เกียวกับรถรุ้นนี้มาให้อ่านอีกนะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชม(จะมีคนที่เข้ามาชมไหนนี่)
การทำBlogนี้ เป็นBlogแรกเลยที่ทำเอง เลยไม่รู้ว่าจะทำไรดี จะเริ่มที่ไหน ยังไง และการทำBlogที่ดีเป็นเช่นไร แต่ที่ทำเรื่องรถ 3ประตูนี้ไม่ได้มาอวดหรืออยากโชว์อะไร ก็แค่ คนๆนึงที่ชอบรถ 3 ประตูเป็นชีวิตจิตใจ ความรู้เรื่องรถก็ไม่ค่อยมี พูดง่ายๆ ก็ผมรักของผม อิอิ คันนี้เป็นคันแรกและอาจเป็นคันสุดท้ายก็ได้นะครับ เพราะผมเป็นคนที่ไม่ได้มีเงินมีทองกะใครเขา เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า คนจน นั้นเอง หลายคนที่อ่านบทความนี้อาจคิดหรือไม่คิด ว่าทำไมผมถึงไม่ไปเข้าเว็ปแฟนคลับต่างๆ มีเยอะแยะไป ทำไมไม่ไปทำกระทู้ที่นั้นล่ะ คือแบบว่า ผมเข้ามาหมดแล้วครับ เพียงแต่ ผมอาจทำBlogขึ้นมาก็เท่านั้น มาดูรถผมเลยครับ ติชมได้นะครับ รถผมแต่งแบบพอเพียง เงินน้อยแต่อยากแต่ง

จากรถปี95 อายุ็มากแต่เจ้าของไม่มากตามนะครับ มาทำสีใหม่ทำฝาโปงดำ ก็ดูสวยดีนะ(คนอื่นอาจสวยกว่า)สวยในสายตาผมนี่

ผมได้เปลี่ยนไฟหน้ารถเป็นแปปโคมดำ อย่าคิดว่าของแท้นะครับ ของเทียมแท้ๆเลยครับ ใส่ลิ้นหน้าเป็นทรงSirครับ

ภายในเอาของตัวนอกมาใส่หรือที่เรียกกันว่าภายในรถที่ประเทศ๋Japanเข้าใช้กันที่บ้านเรามีก็แค่ภายในรถJazzเท่านั้น

ก็แค่ท้ายดำหรือเรียกว่าตูดดำ อิอิ ทำสีมาครับ

ส่วนท่อผมใช้ท่อspoon n1 ครับ แล้วใส่ที่ลากรถ แต่ลากไม่ได้นะครับ เอาไว้กันคนเข็นรถมาชนท้ายผม อิอิ
คนที่ชอบในรถ3ประตูบางคนแต่งสวยมากเลยครับ ราคาของแต่ง แพงๆ ดีๆ นี่ก็เป็นแนวการแต่งรถแบบ บ้านๆ หรือบ้านนอก แลวแต่คนจะคิดนะครับ แล้วผมจะเอาข้อมูลหรืออะไรที่เกียวกับรถรุ้นนี้มาให้อ่านอีกนะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชม(จะมีคนที่เข้ามาชมไหนนี่)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)