:: กราวน์ไวร์ Ground Wire เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมกันมากในรถแข่ง แต่ที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นเพราะส่วนใหญ่เขาจะไม่ใช้สีสันใช้เป็นสายสีดำจนเรามองผ่านๆ เป็นส่วนช่วยให้ไฟฟ้ากระแสลบเดินครบวงจรมากขึ้นกว่าการใช้ตัวถังรถเป็นส่วนนำไฟฟ้าแบบโรงงาน
:: แล้วมันช่วยอะไรได้บ้าง
จากการสัมภาษณ์ผู้ที่ติดตั้งร้อยละเก้าสิบให้ความคิดเห็นว่า อัตราเร่งดีขึ้น เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น
มีแนวโน้มประหยัดน้ำมันมากขึ้นแต่ไม่กินมากไปกว่าเดิมแน่ ( ยกเว้นแต่จะกระทืบคันเร่งมากกว่าเดิม )
สตารท์ง่ายขึ้น เสียงดังของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ปั้มติ๊ก พัดลมแอร์ เสียงกวนวิทยุลดลง และอีกมากมายมีแต่จะดีขึ้น
มิน่าล่ะนักแต่งรถอเมริกาและญี่ปุ่นถึงนิยมกันนัก อย่างนี้ต้องรีบหามาติดตั้งบ้าง แต่พอไปเจอราคา
แล้วแทบจะเปลี่ยนใจ เพราะราคามีตั้งแต่ 1,500 จนถึง 8,000 บาท ยิ่งเป็นของสำนักแต่งแรงๆกลับยิ่งแพงมาก
หน้าตาก็เหมือนๆกันเก็บสตางค์ไว้เติมน้ำมันดีกว่า แต่จริงๆแล้วเราสามารถทำเองได้ด้วยงบประมาณ
ไม่กี่ร้อยบาทอย่างนี้ค่อยน่าลงทุนลงแรงทำกันหน่อย
:: รู้จักประโยชน์ และ จุดที่จะติดตั้ง
ก่อนที่เราจะติดตั้งคุณต้องรู้ก่อนว่าจะติดตั้งที่ไหนเพราะอะไรจึงจะมีประโยชน์สูงสุด และ สิ้นงบประมาณ น้อยที่สุด
1. แบตเตอร์รี่ ที่ขั้วลบเป็นหัวใจหลักของงานเป็นตัวที่เราจะดึงกระแสไฟฟ้า ไปใช้ในส่วนต่างๆ ของ เครื่องยนต์ และ
ในรถนต์
2. ขั้วดินของไดชารจ์ ไดชารจ์เป็นตัวสร้างกระแสไฟไปเก็บสะสมไว้ที่แบตเตอร์รี่ ถ้าไฟชารจ์เข้า แบตเตอร์ร ี่ได้ไวขึ้น
ไดชารจ์จะตัดการทำงานเป็นการลดภาระของเครื่องยนต์ มีส่วนให้ประหยัดน้ำมัน ได้มากขึ้น
3. ขั้วกราวน์ของกล่องคอมพิวเตอร์ เป็นศูนย์รวมของกระแสลบที่จะต่อเข้าเซนเซอร์ต่างๆ เช่น กล่องควบคุมเครื่องยนต์
, หัวฉีด , คอยล์ , จานจ่าย ,ปั้มน้ำมัน,เซนเซอร์เครื่องยนต์ ฯลฯ ส่วนใหญ่ ่ทุกเครื่องยนต์จะมีสายรวมกราว์นที่ออกมา
จากกล่องคอมพิวเตอร์ เป็นชุดสายไฟยึดลงกราวน์รวมไว้ที่เครื่องโดยอาศัยโลหะตัวเครื่องเป็นตัวส่งกระแสไฟ
แต่ตัวเครื่องยนต์นั้นประกอบด้วยโลหะหลายชนิด รวมกันทำให้เกิดความต้านทาน ดังนั้นการต่อไฟตรงจะทำให้กล่อง
และเซนเซอร์ต่างๆ ควบคุมทำงาน ได้เต็มที่ เครื่องยนต์เดินราบเรียบขึ้น อัตราเร่งดีขึ้น
4. สายกราวน์รวมของตัวถังรถยนต์ สังเกตว่าโรงงานจะอาศัยตัวถังรถยนต์ที่เป็นเหล็กเป็นส่วนนำไฟฟ้า แต่เนื่องจาก
เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ จะมีความต้านทานมากสูญเสียพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นจึงควรมองหา สายดินรวมของตัวถังรถยนต์
ส่วนใหญ่แล้วมักต้องไล่ดูจากชุดสายไฟ จะทำให้ระบบไฟต่างๆ ในรถยนต์ ทำงานดีขึ้น เช่นไฟหน้าสว่างขึ้น
พัดลมไฟฟ้าทำงานแรงขึ้น และอีกมาก
5. สายดินของเครื่องยนต์ แถวๆไดสตาร์ทจะทำให้รถสตาร์ทติดได้ง่ายขึ้น
6. อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเสียง เพาเวอร์แอมป์ ที่เพิ่มเข้าไปจะทำให้ทุกอย่าง ทำงานได้
้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
:: การเตรียมอุปกรณ์
1. สายไฟขนาด 6 mm หรือ 8 mm เลือกได้
ทุกสีตามใจชอบ หาซื้อได้ที่บ้านหม้อ หรือ
ร้านเครื่องเสียงทั่วไป ราคาเมตรละ 40 – 80 บาท
2. แผ่นทองแดง , ทองเหลือง , หรืออลูมิเนียม , เหล็ก
หนาซัก 1.5 – 2 หุน หาได้ตาม ร้านขายของเก่า
หรือร้านฮาดท์แวร์ ขายเป็น กิโลกรัม
ราคาแล้วแต่วัสดุที่เลือกใช้ เพื่อนำกระแสไฟฟ้า
( ดูจากค่านำกระแสไฟ ดีที่สุดคือ ทองคำขาว > ทองคำ >
เงิน > ทองแดง > ทองเหลือง > สแตนเลส > เหล็ก >
อลูมิเนียม ) ถ้าเป็นทองเหลืองของใหม่ ก.ก. ละ
200 – 250 บาท (ใช้ไม่เกิน 2 ขีดต่อตัวหละครับ)
3. หัวหางปลาที่จะเชื่อมกับสายไฟ ใช้หัวแบนกลม ประมาณ 10- 12 ตัว ราคาตัวละ 3 – 5 บาท
4. น็อตสแตนเลสหกเหลี่ยมยึด ใช้เป็นเบอร์ 10 ยาว 1/2 นิ้ว 6 ตัว ราคาตัวละ 5 -10 บาท / ตัว
5. อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตะกั่วบัคกรี ท่อหด เทปพันสายไฟ สายรัด
:: ขั้นตอนการทำ
1. หากระดาษแข็งมาวาดรูปแล้วตัดกระดาษแบบให้ได้รูปตามที่เราต้องการ
2. นำแบบทาบกับวัสดุ เช่นทองเหลือง หรืออลูมิเนียม ที่จะใช้เป็นเพลทยึดสายไฟให้ได้ตามแบบ แล้วตัดแผ่น
ทองเหลือง หรือ วัสดุให้ได้ตามแบบ แล้วทำการตกแต่งชิ้นงาน
3. เจาะรูวัสดุที่แผ่นเพลต ตราฟเกลียว เพื่อใช้ยึดน๊อตหกเหลี่ยม
4. วัดสายไฟในจุดที่ต้องการแต่ละจุด ตัดสายไฟออกเป็นเส้นๆ แล้วสวมหางปลา แล้วบัคกรีตะกั่ว
เพื่อความแน่นหนา
5. นำแผ่นเเพลตยึดกับจุดในตัวรถ หรือแบตเตอร์รี่ แล้วนำสายที่ใส่หางปลา แล้วมายึดติดแล้วต่อ
ไปยังจุดและอุปกรณ์ที่ต้องการ
:: ข้อเเนะนำ
ควรเช็คให้ดีว่าจุดที่จะยึดเป็นจุดกราวน์แน่นอน ถ้ามีการย้ายเเบตเตอร์รี่ไว้หลังรถ ควรต่อสาย
ไปยังเเบตเตอร์รี่เลยดีที่สุด ควรหาสายรัดและเทปพันสายไฟพันสายไฟเพื่อป้องกันไฟรัดวงจร
และห่างจากจุดหมุนพวกสายพาน สายไม่จำเป็นต้องใช้สายที่มีขนาดใหญ่มาก สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
แต่ควรจะยึดในส่วนที่สำคัญและหลายๆจุดดีกว่า หรือทำไว้หลายๆตัวแล้วเดินสายให้ได้มากจุดที่สุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ D.I.Y. ทำเองก็ได้ Style คุณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ D.I.Y. ทำเองก็ได้ Style คุณ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
แนะนำวิธีการล้างห้องเครื่อง อย่างไร ให้สวยงามและถูกวิธี
นักแต่งรถอย่างเราๆ เรื่องดูแลความสะอาดรถสุดที่รัก นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งชีพ ภายนอกต้องสะอาด ภายในต้องหอมกลุ่น จะให้ล้างให้ขัดยังไงขอให้บอก แต่พอคิดถึงเรื่องจะล้างห้องเครื่องทีไร คิดแล้วคิดอีก บางคนบอกว่า เครื่องหัวฉีดห้ามโดนน้ำบ้าง ล้างแล้วจะทำให้เครื่องรวนบ้าง หรือเครื่องพังไปเลย (เรื่องนี้ผมไม่เถียง แต่เป็นการล้างที่ผิดวิธี) ให้ร้านล้างอัดฉีดเขาทำให้ดีกว่า ร้านที่ล้างดีก็ดีไป บางร้านบอกกลัวมีปัญหา แล้วจะล้างเอาไปเปิดโชว์สาวหรือพี่ (ย้อนให้อีก) แต่ที่แย่กว่า บางร้านบอกไม่มีปัญหารับประกันเอี่ยมแน่ ผลเอี่ยมจริงแต่วิ่งไม่ได้ สตาร์ทไม่ติด สะดุดรวนไปทั้งคัน แล้วมาบอกอีกว่าเครื่องพี่ไม่ค่อยดี สงสัยหัวเทียนบอด พอจะรื้อเปลี่ยนหัวเทียน แม่งปลาแทบอยู่ได้ น้ำเต็มๆเบ้าหัวเทียนเลย ก็พวกเอาเครื่องอัดฉีด เป่าน้ำเข้าไปเต็มๆขนาดนั้น ไม่เอี่ยมอย่างไงไหว กว่าจะซ่อมมาให้กลับมาเข้าที่เข้าทางได้ก็เป็นอาทิตย์ ถ้าจะล้างห้องเครื่องยนต์ ให้สะอาดเอี่ยม ปราศจากคราบฝุ่น คราบน้ำมัน สวยงาม เปิดเครื่องโชว์ได้ไม่อายใคร ตรวจเช็คปัญหาพวกเรื่องน้ำมันรั่วซึมได้ง่าย และไม่มีปัญหามีล้างอย่างไร และต้องระวังจุดใดบ้าง
เตรียมอุปกรณ์ การทำความสะอาดล้างห้องเครื่อง
1. น้ำยาล้างเครื่องยนต์ หาซื้อได้ตามเชียงกง หรือร้านอะไหล่ ราคาไม่เกิน 500 บาท/แกลลอน ที่แนะนำลองยี่ห้อ RAZZO
2. น้ำมันผสม เลือกได้ทั้ง 2 แบบ คือน้ำมันเบนซิล 91 ก็พอ หรือจะใช้ 95 ก็ได้(มันแพงเกินไปหน่อย) หรือน้ำมันโซล่าหรือน้ำมันดีเซลนี่หละ แล้วอย่าพึ่งรีบไปผสมแล้วอยากเอี่ยมไปล้างก่อนล่ะ อ่านให้จบก่อนดีกว่า ผสมผิดคิดจนตายได้ อย่างนี้หละที่เขาเรียกว่า เคล็ดลับ
3. แปรงทาสี ขนาดพอเหมาะสัก 1 นิ้ว หรือ 1.5 นิ้ว , ฟองน้ำล้างรถ (ไม่ต้องใช้แพงๆครับ เพราะมันโดนน้ำมันทีเดียวก็อาจเหลวเสียทิ้งได้เลย) หรือสก็อตไบท์ สำหรับท่านที่คิดว่าเครื่องสกปรกมากๆ
4. ถุงพลาสติก เทปพันสายไฟ หรืออะไรก็ได้ที่ใกล้เคียง คงไม่ได้เอามาใส่ขยะแน่ จุดประสงค์ใช้เปิดตามปลั๊กไฟเพื่อกันน้ำ
5. น้ำยาเคลือบเงา พวก Waxy หรือ Carwash หรือไม่มีจริงๆ ก็พวกน้ำยาครอบจักรวาล Sonax , WD40 หรือใช้ควบคู่กันก็ดีครับ
6. เครื่องเป่าลม เครื่องปั้มลมแรงๆ หรือพวกเครื่องดูดฝุ่นที่สามารถเป่าลมได้ ยิ่งแรงๆยิ่งดี ใช้ในการเป่าน้ำให้แห้ง
7. น้ำ คงไม่ต้องอธิบายกันมาก
ขั้นตอนการทำความสะอาด
1. ถอดขั้วแบตเตอร์รี่ก่อน การล้างครั้งนี้เราต้องใช้น้ำ และน้ำคือสื่อไฟฟ้า อาจจะทำให้เกิดการลัดวงจรต่อระบบไฟหัวฉีด กล่องคอมพิวเตอร์พังได้ (พังมาเยอะ) หรือเกิดไฟช็อตลุกติดน้ำมันผสมได้ (กลายเป็นได้ซื้อรถใหม่ทั้งคัน ) และอย่างน้อยก็ป้องกันคนหวังดี แอบไปสตาร์ทเครื่องในขณะคุณที่กำลังล้างเครื่องอยู่
2. หุ้มพลาสติกปลั๊กไฟ และพวกขั้วไฟฟ้าต่างๆ เช่น ปลั๊กจานจ่าย จานจ่าย คอยล์ ตัวช่วยจุดระเบิด ปลั๊กเซนเซอร์ หัวฉีดต่างๆ
ที่พอจะหุ้มได้ กล่องฟิวส์ และปลั๊กไฟที่สำคัญทุกๆ จุด
3. ผสมน้ำมันล้าง กับน้ำยา หาภาชนะมาเทน้ำยาล้างเครื่องลงไปก่อน แล้วใช้น้ำมันเทผสม
การเลือกใช้น้ำมันผสม
น้ำมันดีเซล โซล่า ใช้กรณีที่สกปรกน้อย พวกจุดที่มีฝุ่นผงเกาะ น้ำมันเปื้อนเล็กน้อย คอไอดีที่เป็นอะลูมิเนียม หรือพวกจุดต่างๆที่ต้องการความเงางาม และจุดที่เป็นอลูมิเนียมปัดเงา การผสมน้ำมันดีเซลจะทำให้เกิดความเงางามเพิ่มขึ้น อัตตราส่วนไม่ควรเกิน 2:1 (น้ำยา 2 ส่วน : น้ำมันโซล่า 1 ส่วน) ผสมมากเกินไปจะใสล้างไม่ค่อยออก ผสมน้อยไปก็ล้างไม่ค่อยออกเหมือนกัน
น้ำมันเบนซิล ใช้ในกรณีสกปรกมากๆ จุดที่จะล้างมีคราบน้ำมันเหนียว หรือเป็นคราบแข็งเป็นเวลานานๆ การผสมน้ำมันเบนซิลมีผลในการกัดที่รุนแรงมาก ไม่ควรใช้ทากับพลาสติก จุดที่เป็นสีดำ จุดที่พ่นสีด้วยสีเสปย์ หรือพวกอลูมิเนียมเงา หรือปัดเงา จะทำให้เกิดคราบกัดขาว อัตตาส่วนผสมไม่ควรเกิน 3:1 หรือ 2:1 (น้ำยา 3 ส่วน : น้ำมัน 1 ส่วน) ผสมมากการกัดก็รุนแรงมาก
4. ทาน้ำยาผสมล้างให้ทั่ว ใช้แปรงทาสี จุ่ม และค่อยๆทา ถ้าไม่ออกทาแรงๆ ถ้าไม่ออกก็ฟองน้ำ สก็อตไบท์ บรรเลงลงไปเลยครับ นี่หละเคล็ดลับ แต่การใช้สก็อตไบท์ ต้องระวังหน่อย อย่าขัดพวกสีรถ หรือพวกพลาสติก จะทำให้เกิดรอย ใช้ในจุดที่อยากให้ออกจริงๆ ต้องระวัง
5. ใช้น้ำล้างออก ควรใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ เช็ดน้ำยาและคราบออก ตามจุดที่ควรระวังเช่น ฝาครอบสายหัวเทียน สายหัวเทียน ฝาครอบวาล์ว จานจ่าย ตัวช่วยจุดระเบิด กล่องฟิวส์ และจะสำคัญเกี่ยวกับระบบไฟทุกๆจุด และใช้น้ำค่อยๆเทราดไปในส่วนที่ต้องการล้าง ใช้แปรง และฟองน้ำ ควบคู่กันจนออกหมด
6. เป่าลมไล่น้ำให้แห้ง ใช้เครื่องปั้มลม หรือเครื่องดูดฝุ่น(ต่อให้เป็นแบบเป่าลมได้) หรือถ้าไม่มีจริงๆ ก็ไดเป่าผมเนี่ยหละครับ ต้องลงทุนกันบ้างแล้ว เป่าไล่น้ำตามจุดต่างๆ ออกให้หมด เน้นๆพวกปลั๊กไฟ จานจ่าย และหัวเทียน พร้อมแกะพลาสติกหุ้มออกให้หมด และเป่าลมจนน้ำแห้งสนิท
7. ใส่ขั้วแบตสตาร์ทเครื่องได้ เป็นการทดสอบว่ามีน้ำเข้าไปตามปลั๊กไฟหรือไม่ ถ้าเครื่องยังเดินสมบูรณ์ไม่มีปัญหาถือว่าไชโยโอเค ถ้าเกิดสตาร์ทไม่ติด หรือเดินไม่นิ่ง ต้องถอดขั้วแบต และเป่าลมไล่น้ำอีกครั้ง เน้นๆจานจ่าย คอยล์ ปลั๊กหัวเทียน และปลั๊กไฟต่างๆ ถ้าไม่แน่ใจให้ถอดมา แล้วเป่าลมให้แห้ง พ่นน้ำยากันสนิม หรือน้ำยาล้างหน้าคอนแทค ถือเป็นการทำความสะอาดขั้วไฟไปในตัว
8. เคลือบเงา หลังจากสตาร์ทเครื่องอุ่นสักพักจนน้ำแห้งดี รอให้เครื่องเย็นก่อนครับ แล้วใช้น้ำยาเคลือบเงา พวก Waxy มาจุ่มด้วยฟองน้ำ และทาในจุดที่ต้องการให้เงางาม ถือว่าดีที่สุด หรือใช้น้ำมันพวกครอบจักรวาล พ่นเคลือบในจุดที่แห้ง และจะเกิดสนิม ใช้น้ำมันเครื่องกับจารบี ทาหรือหยอดในจุดหมุนต่างๆ เป็นการป้องกันสนิม และหล่อลื่นไปในตัว การใช้น้ำมันเครื่องมาทาให้เงางาม ผลเสียคือฝุ่นจะจับตัวเร็วมาก ถ้าเป็นน้ำมันครอบจักรวาล พวกนี้จะระเหยตัวเร็ว ต้องพ่นเคลือบและเช็ดบ่อยๆ
เสร็จเรียบร้อยแล้วกับการล้างห้องเครื่อง ให้สวยงามและถูกวิธี ขอสำคัญคือทำความสะอาดบ่อยๆ และถือโอกาสตรวจเช็คส่วนต่างของประกอบต่างๆ เช่นท่อน้ำ ท่อน้ำมัน น้ำรั่ว น้ำมันเครื่องซึม สายพาน สายไฟ อื่นๆ ไปด้วยในตัวเลยนะครับ
เตรียมอุปกรณ์ การทำความสะอาดล้างห้องเครื่อง
1. น้ำยาล้างเครื่องยนต์ หาซื้อได้ตามเชียงกง หรือร้านอะไหล่ ราคาไม่เกิน 500 บาท/แกลลอน ที่แนะนำลองยี่ห้อ RAZZO
2. น้ำมันผสม เลือกได้ทั้ง 2 แบบ คือน้ำมันเบนซิล 91 ก็พอ หรือจะใช้ 95 ก็ได้(มันแพงเกินไปหน่อย) หรือน้ำมันโซล่าหรือน้ำมันดีเซลนี่หละ แล้วอย่าพึ่งรีบไปผสมแล้วอยากเอี่ยมไปล้างก่อนล่ะ อ่านให้จบก่อนดีกว่า ผสมผิดคิดจนตายได้ อย่างนี้หละที่เขาเรียกว่า เคล็ดลับ
3. แปรงทาสี ขนาดพอเหมาะสัก 1 นิ้ว หรือ 1.5 นิ้ว , ฟองน้ำล้างรถ (ไม่ต้องใช้แพงๆครับ เพราะมันโดนน้ำมันทีเดียวก็อาจเหลวเสียทิ้งได้เลย) หรือสก็อตไบท์ สำหรับท่านที่คิดว่าเครื่องสกปรกมากๆ
4. ถุงพลาสติก เทปพันสายไฟ หรืออะไรก็ได้ที่ใกล้เคียง คงไม่ได้เอามาใส่ขยะแน่ จุดประสงค์ใช้เปิดตามปลั๊กไฟเพื่อกันน้ำ
5. น้ำยาเคลือบเงา พวก Waxy หรือ Carwash หรือไม่มีจริงๆ ก็พวกน้ำยาครอบจักรวาล Sonax , WD40 หรือใช้ควบคู่กันก็ดีครับ
6. เครื่องเป่าลม เครื่องปั้มลมแรงๆ หรือพวกเครื่องดูดฝุ่นที่สามารถเป่าลมได้ ยิ่งแรงๆยิ่งดี ใช้ในการเป่าน้ำให้แห้ง
7. น้ำ คงไม่ต้องอธิบายกันมาก
ขั้นตอนการทำความสะอาด
1. ถอดขั้วแบตเตอร์รี่ก่อน การล้างครั้งนี้เราต้องใช้น้ำ และน้ำคือสื่อไฟฟ้า อาจจะทำให้เกิดการลัดวงจรต่อระบบไฟหัวฉีด กล่องคอมพิวเตอร์พังได้ (พังมาเยอะ) หรือเกิดไฟช็อตลุกติดน้ำมันผสมได้ (กลายเป็นได้ซื้อรถใหม่ทั้งคัน ) และอย่างน้อยก็ป้องกันคนหวังดี แอบไปสตาร์ทเครื่องในขณะคุณที่กำลังล้างเครื่องอยู่
2. หุ้มพลาสติกปลั๊กไฟ และพวกขั้วไฟฟ้าต่างๆ เช่น ปลั๊กจานจ่าย จานจ่าย คอยล์ ตัวช่วยจุดระเบิด ปลั๊กเซนเซอร์ หัวฉีดต่างๆ
ที่พอจะหุ้มได้ กล่องฟิวส์ และปลั๊กไฟที่สำคัญทุกๆ จุด
3. ผสมน้ำมันล้าง กับน้ำยา หาภาชนะมาเทน้ำยาล้างเครื่องลงไปก่อน แล้วใช้น้ำมันเทผสม
การเลือกใช้น้ำมันผสม
น้ำมันดีเซล โซล่า ใช้กรณีที่สกปรกน้อย พวกจุดที่มีฝุ่นผงเกาะ น้ำมันเปื้อนเล็กน้อย คอไอดีที่เป็นอะลูมิเนียม หรือพวกจุดต่างๆที่ต้องการความเงางาม และจุดที่เป็นอลูมิเนียมปัดเงา การผสมน้ำมันดีเซลจะทำให้เกิดความเงางามเพิ่มขึ้น อัตตราส่วนไม่ควรเกิน 2:1 (น้ำยา 2 ส่วน : น้ำมันโซล่า 1 ส่วน) ผสมมากเกินไปจะใสล้างไม่ค่อยออก ผสมน้อยไปก็ล้างไม่ค่อยออกเหมือนกัน
น้ำมันเบนซิล ใช้ในกรณีสกปรกมากๆ จุดที่จะล้างมีคราบน้ำมันเหนียว หรือเป็นคราบแข็งเป็นเวลานานๆ การผสมน้ำมันเบนซิลมีผลในการกัดที่รุนแรงมาก ไม่ควรใช้ทากับพลาสติก จุดที่เป็นสีดำ จุดที่พ่นสีด้วยสีเสปย์ หรือพวกอลูมิเนียมเงา หรือปัดเงา จะทำให้เกิดคราบกัดขาว อัตตาส่วนผสมไม่ควรเกิน 3:1 หรือ 2:1 (น้ำยา 3 ส่วน : น้ำมัน 1 ส่วน) ผสมมากการกัดก็รุนแรงมาก
4. ทาน้ำยาผสมล้างให้ทั่ว ใช้แปรงทาสี จุ่ม และค่อยๆทา ถ้าไม่ออกทาแรงๆ ถ้าไม่ออกก็ฟองน้ำ สก็อตไบท์ บรรเลงลงไปเลยครับ นี่หละเคล็ดลับ แต่การใช้สก็อตไบท์ ต้องระวังหน่อย อย่าขัดพวกสีรถ หรือพวกพลาสติก จะทำให้เกิดรอย ใช้ในจุดที่อยากให้ออกจริงๆ ต้องระวัง
5. ใช้น้ำล้างออก ควรใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ เช็ดน้ำยาและคราบออก ตามจุดที่ควรระวังเช่น ฝาครอบสายหัวเทียน สายหัวเทียน ฝาครอบวาล์ว จานจ่าย ตัวช่วยจุดระเบิด กล่องฟิวส์ และจะสำคัญเกี่ยวกับระบบไฟทุกๆจุด และใช้น้ำค่อยๆเทราดไปในส่วนที่ต้องการล้าง ใช้แปรง และฟองน้ำ ควบคู่กันจนออกหมด
6. เป่าลมไล่น้ำให้แห้ง ใช้เครื่องปั้มลม หรือเครื่องดูดฝุ่น(ต่อให้เป็นแบบเป่าลมได้) หรือถ้าไม่มีจริงๆ ก็ไดเป่าผมเนี่ยหละครับ ต้องลงทุนกันบ้างแล้ว เป่าไล่น้ำตามจุดต่างๆ ออกให้หมด เน้นๆพวกปลั๊กไฟ จานจ่าย และหัวเทียน พร้อมแกะพลาสติกหุ้มออกให้หมด และเป่าลมจนน้ำแห้งสนิท
7. ใส่ขั้วแบตสตาร์ทเครื่องได้ เป็นการทดสอบว่ามีน้ำเข้าไปตามปลั๊กไฟหรือไม่ ถ้าเครื่องยังเดินสมบูรณ์ไม่มีปัญหาถือว่าไชโยโอเค ถ้าเกิดสตาร์ทไม่ติด หรือเดินไม่นิ่ง ต้องถอดขั้วแบต และเป่าลมไล่น้ำอีกครั้ง เน้นๆจานจ่าย คอยล์ ปลั๊กหัวเทียน และปลั๊กไฟต่างๆ ถ้าไม่แน่ใจให้ถอดมา แล้วเป่าลมให้แห้ง พ่นน้ำยากันสนิม หรือน้ำยาล้างหน้าคอนแทค ถือเป็นการทำความสะอาดขั้วไฟไปในตัว
8. เคลือบเงา หลังจากสตาร์ทเครื่องอุ่นสักพักจนน้ำแห้งดี รอให้เครื่องเย็นก่อนครับ แล้วใช้น้ำยาเคลือบเงา พวก Waxy มาจุ่มด้วยฟองน้ำ และทาในจุดที่ต้องการให้เงางาม ถือว่าดีที่สุด หรือใช้น้ำมันพวกครอบจักรวาล พ่นเคลือบในจุดที่แห้ง และจะเกิดสนิม ใช้น้ำมันเครื่องกับจารบี ทาหรือหยอดในจุดหมุนต่างๆ เป็นการป้องกันสนิม และหล่อลื่นไปในตัว การใช้น้ำมันเครื่องมาทาให้เงางาม ผลเสียคือฝุ่นจะจับตัวเร็วมาก ถ้าเป็นน้ำมันครอบจักรวาล พวกนี้จะระเหยตัวเร็ว ต้องพ่นเคลือบและเช็ดบ่อยๆ
เสร็จเรียบร้อยแล้วกับการล้างห้องเครื่อง ให้สวยงามและถูกวิธี ขอสำคัญคือทำความสะอาดบ่อยๆ และถือโอกาสตรวจเช็คส่วนต่างของประกอบต่างๆ เช่นท่อน้ำ ท่อน้ำมัน น้ำรั่ว น้ำมันเครื่องซึม สายพาน สายไฟ อื่นๆ ไปด้วยในตัวเลยนะครับ
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ทำเองง่ายๆ กับการตั้งรอบเครื่องยนต์ Vtec
ขั้นตอนการตั้งรอบเดิน
1.ติดเครื่องเดินเบา จนถึงอุณหภูมิ ให้พัดลมไฟฟ้าทำงาน 2 ครั้ง
2.ดับเครื่อง
3.ถอดปลั๊กที่ eacv ออก แล้วติดเครื่องเดินเบา
4.รอสักพักให้รอบเดินเบาอยู่ที่รอบปกติ
5.ปรับรอบให้ได้ตามที่ต้องการ (ใช้ไขควงปากแบน ปรับตรงสกูรเหนือลิ้นปีกผีเสื้อ) ผมใช้วิธีหมุนเข้าให้สุด(ตามเข็ม) แล้วคลายออก(ทวนเข็ม) รอบครึ่ง แล้วค่อยปรับละเอียดอีกนิดหน่อย (ของผมตั้งที่รอบ 850-900)
6..เปิดไฟต่ำ ไฟสูง แล้วดูรอบอีกครั้ง ปรับตั้งให้รอบอยู่ที่เราต้องการ
7.รอจนพัดลมไฟฟ้าทำงาน แล้วดูรอบอีกครั้ง ปรับตั้งให้รอบอยู่ที่เราต้องการ
8.ดับเครื่อง
9.Reset ECU โดยถอด fuse back up radio 7.5 Amp. ออก 15-20 วินาที (อยู่ในกล่อง
Fuse อยู่ในห้องเครื่อง มุมซ้ายมือบน)
10.ต่อปลั๊กที่ eacv ตามเดิม แล้วใส่ fuse 7.5 Amp.คืน
11.บิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง On รอไฟ check engine ดับ (ไม่ต้อง start นะ)
12.เหยียบคันเร่งลงให้สุดแล้วปล่อย
13.เหยียบแป้นเบรคลงให้สุดแล้วปล่อย
14.บิดกุญแจคืนมาตำแหน่ง Off และรอ 20 วินาที
15.ติดเครื่องอีกครั้ง รอสักพักแล้วค่อยเปิดแอร์ดู
16.รอบตอน com แอร์ทำงาน จะไม่ตก หรือตกได้นิดหน่อย ครับ
17.เสร็จ
1.ติดเครื่องเดินเบา จนถึงอุณหภูมิ ให้พัดลมไฟฟ้าทำงาน 2 ครั้ง
2.ดับเครื่อง
3.ถอดปลั๊กที่ eacv ออก แล้วติดเครื่องเดินเบา
4.รอสักพักให้รอบเดินเบาอยู่ที่รอบปกติ
5.ปรับรอบให้ได้ตามที่ต้องการ (ใช้ไขควงปากแบน ปรับตรงสกูรเหนือลิ้นปีกผีเสื้อ) ผมใช้วิธีหมุนเข้าให้สุด(ตามเข็ม) แล้วคลายออก(ทวนเข็ม) รอบครึ่ง แล้วค่อยปรับละเอียดอีกนิดหน่อย (ของผมตั้งที่รอบ 850-900)
6..เปิดไฟต่ำ ไฟสูง แล้วดูรอบอีกครั้ง ปรับตั้งให้รอบอยู่ที่เราต้องการ
7.รอจนพัดลมไฟฟ้าทำงาน แล้วดูรอบอีกครั้ง ปรับตั้งให้รอบอยู่ที่เราต้องการ
8.ดับเครื่อง
9.Reset ECU โดยถอด fuse back up radio 7.5 Amp. ออก 15-20 วินาที (อยู่ในกล่อง
Fuse อยู่ในห้องเครื่อง มุมซ้ายมือบน)
10.ต่อปลั๊กที่ eacv ตามเดิม แล้วใส่ fuse 7.5 Amp.คืน
11.บิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง On รอไฟ check engine ดับ (ไม่ต้อง start นะ)
12.เหยียบคันเร่งลงให้สุดแล้วปล่อย
13.เหยียบแป้นเบรคลงให้สุดแล้วปล่อย
14.บิดกุญแจคืนมาตำแหน่ง Off และรอ 20 วินาที
15.ติดเครื่องอีกครั้ง รอสักพักแล้วค่อยเปิดแอร์ดู
16.รอบตอน com แอร์ทำงาน จะไม่ตก หรือตกได้นิดหน่อย ครับ
17.เสร็จ
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
มาตรวจเช็คสภาพหัวเทียน ด้วยตนเองกันดีกว่า

เอาใจคอคนรักเครื่องยนต์เบนซินกันหน่อย ซึ่งเรื่องที่จะนำเสนอสำหรับฉบับเปิดหัวปีนี้ ขอนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของ "การบำรุงรักษา การตรวจเช็ค และการถอดเปลี่ยนหัวเทียนด้วยตัวท่านเอง"


หัวเทียน หรือชื่อภาษาอังกฤษที่หลายท่านรู้จักคุ้นตาจากข้างกล่องบรรจุในนาม SPARK PLUG มันคือชิ้นส่วนสำคัญของระบบจุดระเบิดสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน โดยการทำงานของเจ้าหัวเทียนนี้ จะทำการรับกระแสไฟแรงเคลื่อนสูงระดับแสนโวลต์ที่รับการแปลงเพิ่มแรงเคลื่อนจาก ชุดคอนเดนเซอร์ (CDI) จ่ายต่อมายัง ชุดจานจ่าย เพื่อทำการจัดส่งกระแสไฟให้ถูกต้องตามลำดับขั้น การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ (FIREDING ORDER) ส่งผ่านกระแสไฟมาตามสายหัวเทียนผ่านสู่ ขั้วหัวเทียน ส่งตรงลงตามแกนหัวเทียนจนสุดปลาย จากนั้นกระแสไฟแรงเคลื่อนสูงนี้จะกระโดดข้ามส่ง ประกายไฟ SPARK ลงที่ เขี้ยวหัวเทียน (เขี้ยวดิน) เป็นอันว่าการเดินทางของกระแสไฟสามารถไหลลงสู่ GROUND ได้ครบวงจร ซึ่งเจ้าประกายไฟไฟที่สปาร์คกระแสไฟกระโดดข้ามจากแกนหัวเทียนสู่เขี้ยวดินนี่หล่ะคือ ตัวการทำหน้าที่จุดระเบิดส่วนผสมของน้ำมันและอากาศ (ไอดี) ให้เกิดการสันดาปภายในเครื่องยนต์


หัวเทียน นั้นมีอายุการใช้งานเช่นกัน โดยทั่วไปควรทำการเปลี่ยนหัวเทียนชุดใหม่เมื่ออายุการใช้งานครบ 100,000 กิโลเมตร ทั้งนี้เพื่อตัดกังวลเรื่องการเสื่อมคุณภาพของหัวเทียนขณะขับขี่ (หัวเทียนบอด) และในระหว่างการใช้งานตามระยะ 100,000 กิโลเมตร ท่านผู้ใช้รถควรทำการตรวจสอบเช็คสภาพหัวเทียนให้มีความสมบูรณ์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการตรวจสภาพหัวเทียน สามารถบอกลักษณะการทำงานของเครื่องยนต์ได้ ตั้งแต่การบ่งชี้ว่าอัตราส่วนผสมของอากาศและน้ำมันเชื้อเพลิงสัมพันธ์กันเพียงไร อัตราส่วนผสมหนาหรืออัตราส่วนผสมบางหรือไม่ รวมถึงหัวเทียนยังสามารถบอกได้ถึงลักษณะการปรับองศาไฟจุดระเบิดว่า เครื่องยนต์นั้นๆ ปรับตั้งค่าองศาไฟจุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งก่อนถึงศูนย์ตายบน (ไฟแก่) หรือหัวเทียนจุดระเบิดส่วนผสมไอดีหลังจากลูกสูบเลื่อนผ่านศูนย์ตายบน (ไฟอ่อน) ซึ่งสีของหัวเทียนสามารถบอกลักษณะต่างๆ ได้อย่างดี จุดนี้ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการวินิจฉัยการทำงานของเครื่องยนต์ เพื่อทำการปรับแก้ไขระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
เพื่อกันการสับสนก่อนการถอดหัวเทียนออกมาตรวจเช็ค สิ่งที่ควรกระทำมีดังนี้ -


ก่อนทำการถอดหัวเทียนทุกครั้ง เพื่อป้องกันความสับสนของการใส่สายหัวเทียนสลับสูบ วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรทำสัญลักษณ์บอกตำแหน่งที่สายหัวเทียนแต่ละสูบ ซึ่งท่านผู้อ่านอาจเลือกใช้การมาร์คด้วยกระดาษกาวพันที่สาย แล้วเขียนหมายเลข กำกับก็สามารถช่วยจดจำไม่สับสน -


เมื่อทำการถอดหัวเทียนออกจากเบ้า ควรทำการมาร์คระบุหัวเทียนแต่ละหัวให้ชัดเจนว่าเป็นของสูบใด ทั้งนี้เนื่องจาก การทำงานของเครื่องยนต์ในแต่ละสูบจะมีลักษณะการสึกหรอที่แตกต่างกัน ซึ่งในบางครั้งเมื่อเราทำการถอดหัวเทียน ออกจนหมดแล้วสังเกตที่สีหัวเทียน ในบางรายอาจพบว่าสีของหัวเทียนของแต่ละสูบนั้นแตกต่างกัน การสังเกตสีของหัวเทียน และลักษณะหัวเทียน เพื่อทำการวินิจฉัยก่อนการปรับแต่งที่เหมาะสมทำได้ดังนี้ - ถ้าหัวเทียนมีสภาพแห้ง คราบที่เกาะบริเวณเขี้ยวหัวเทียนมีสีน้ำตาลอ่อนๆ สภาพเช่นนี้ เป็นลักษณะของการเผาไหม้ ของเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์แบบ การทำงานของระบบต่างๆ ในเครื่องยนต์อยู่ในสภาพปกติ -
ถ้าหัวเทียนมีสภาพดำแห้ง สามารถเช็ดออกได้ง่าย ลักษณะเช่นนี้บอกให้เราได้ทราบว่า ส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิง มีอัตราส่วนผสมที่มากกว่าอากาศ (ส่วนผสมหนา) ซึ่งคราบที่พบคือ ส่วนที่เหลือตกค้างของละอองน้ำมันเชื้อเพลิงที่มาก เกินกว่าความต้องการของเครื่องยนต์ การแก้ไขเบื้องต้นคือ ทำการปรับซ่อมของระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ใหม่
หัวเทียนมีสภาพชุ่มน้ำมันเครื่อง ลักษณะเช่นนี้คือ อาการที่บ่งบอกว่าเครื่องยนต์เกิดการสึกหรอ และมีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ สาเหตุอาจเกิดจากลูกสูบและแหวนลูกสูบเกิดการสึกหรอ กระบอกสูบ อาจมีรอยขูดขีดที่ลึกเป็นร่องบริเวณผนังกระบอกสูบ หรืออาจเกิดการเสื่อมสภาพของซีลไกด์วาล์วบนฝาสูบ อาการเช่นนี้ ควรนำรถส่งให้ช่างทำการตรวจสอบและซ่อมบำรุง


หัวเทียนมีลักษณะกร่อน และไหม้ เมื่อพบหัวเทียนลักษณะเช่นนี้แสดงว่าการทำงานของเครื่องยนต์อยู่ใน อุณหภูมิที่สูงเกินไป สาเหตุอาจเนื่องมาจากการเลือกใช้เบอร์ของหัวเทียนไม่เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน การระบายความ ร้อนสะสมที่เกิดขึ้นกับส่วนปลายของหัวเทียนไม่สามารถคายความร้อนออกสู่ภายนอกได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจเกิดจาก การชิงจุดระเบิด (PRE-IGNITION) เนื่องจากเครื่องยนต์มีอุณหภูมิร้อนจัด จนส่วนปลายของเขี้ยวระอุจนเป็น สีแดงเกือบหลอมละลายนั่นเอง
หากพบคราบเขม่าสีขาวหรือสีเหลืองจับอยู่ ลักษณะเช่นนี้บ่งชี้ให้ทราบว่าองศาการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ เกิดขึ้นภายหลังลูกสูบเลื่อนพ้นศูนย์ตายบน หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ไฟอ่อน การแก้ไขที่ควรทำคือ ปรับตั้งตำแหน่งองศาการ จ่ายไฟของระบบจุดระเบิดใหม่ให้มีองศาไฟที่แก่ขึ้น นอกจากนี้หลังการปรับองศาการจุดระเบิดใหม่ ควรทำการเปลี่ยนหัวเทียน ใหม่ให้มีขนาดเบอร์ที่ร้อนขึ้น
หลังจากที่เราทำการตรวจวิเคราะห์ และปรับแก้ไขระบบต่างๆ ให้เหมาะสม ก่อนทำการประกอบหัวเทียนกลับเข้าสู่เครื่องยนต์ ควรล้างทำความสะอาดหัวเทียนให้เรียบร้อยด้วยน้ำมันเบนซิน ควบคู่ไปกับการใช้แปรงทาสีขนาดเล็ก แปรงลวดทองเหลือง เบอร์ละเอียดแบบด้ามจับ และกระดาษทรายเบอร์ละเอียดทำความสะอาดคราบต่างๆ ที่เกาะอยู่รอบหัวเทียนให้มีสภาพพร้อมใช้
อีกสิ่งที่ควรทำคือ วัดค่าระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนทุกครั้ง เพื่อประสิทธิภาพของการเกิดประกายไฟจุดระเบิดที่ เต็มเปี่ยม โดยค่าระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนมาตรฐานจะประมาณ 0.6-0.8 มิลลิเมตร (0.024-0.031 นิ้ว) ซึ่งการตั้งค่าระยะห่างที่แม่นยำถูกต้องควรใช้ฟิลเลอร์เกจชนิดลวดกลม (ROUND WIRE GAGE)
ไม่ยากเลยใช่มั๊ยครับกับการดูแลรักษาหัวเทียนด้วยตัวคุณเอง นอกเหนือจากเป็นการใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดให้คุ้มค่า พาเพลิดเพลินไปกับการรักษารถที่คุณรักด้วยเองแล้ว คุณผู้อ่านยังสามารถทราบถึงอาการผิดปกติที่กำลังเกิดกับเครื่องยนต์ เพื่อทำการปรับแก้แต่เนิ่นๆ อย่างถูกต้อง ซึ่งการได้ขลุกอยู่กับรถเช่นนี้ ยังช่วยป้องกันเงินในกระเป๋ากระเด็นออกเกินความจำเป็น เพราะจะได้ไม่ถูกกลุ่ม ช่างไร้จรรยาบรรณบางรายหลอกอีกด้วย
เห็นประโยชน์ขนาดนี้แล้ว วันหยุดที่จะถึงนี้ ลองเปิดฝากระโปรงหน้ารถตรวจเช็ครถด้วยตัวคุณเองดูก็ดีนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารออฟโรด
ฉบับที่ 141
ประจำเดือน มกราคม 2550
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
D.I.Y. ปัดเงาค้ำ - บาร์ ด้วยตัวเอง แบบง่ายๆ
เริ่มต้นด้วยของที่ต้องใช้ก้อมี
หัวปัดผ้า แอร์กอฮอล์ ไขปลาวาฬ มอเตอร์หินขัด บัสซี่(น้องบัสโซ) และที่สำคัญที่สุด ความบ้า
(อุปกรณ์ทั้งหมดของบริษัท ตัวเองออกแรงอย่างเดียว อิอิ)


อันนี้บาร์เดิมๆ มีเนิยมออกจากโรงกลึงหมาดๆ เช็ดด้วยแอลกอฮอล์เอาคราบต่างๆ ออก

และตามด้วยพระเอกของเรา ไขปลาวาฬ (ไม่มีไม่ได้) ก้อนละสองร้อย แถวคลองถมมีขาย
แล้วก้อเอาไขปลาวาฬถูกับหัวผ้าซะ


จากนั้นก้อ ขัดๆๆๆๆๆ ล้างๆๆๆๆ สลับกันไปๆ มาๆ จนเหนื่อย
จะมีคราบเหลืออยู่ ไม่ต้องตกใจ เป็นทำมะดา จะเริ่มเห็นความแตกต่าง แบบจะจะ



ตามด้วยเอาพระรองของเรา บัสซี่ น้อง บัสโซ เท ราด เช็ด ปัด ทำวนไป วนมา จนเหนื่อยอีก



จากนั้นเอา บัสซี่ลงอีกรอบ คราวนี้ขัดมือ ขัดๆๆๆๆๆ โอย เหนื่อยว้อยยย
เมื่อเนียนจนพอใจ รึ หมดแรง ก้อเอาไปติดตั้ง จบ เสร็จซะที
ไว้คราวหน้ามีอะไรแผลงๆ จะเอามาลงอีก
ขอบคุณที่ติดตาม




ขอบคุณ คุณจุ้ยที่ให้ข้อมูลดีๆนะครับ
หัวปัดผ้า แอร์กอฮอล์ ไขปลาวาฬ มอเตอร์หินขัด บัสซี่(น้องบัสโซ) และที่สำคัญที่สุด ความบ้า
(อุปกรณ์ทั้งหมดของบริษัท ตัวเองออกแรงอย่างเดียว อิอิ)


อันนี้บาร์เดิมๆ มีเนิยมออกจากโรงกลึงหมาดๆ เช็ดด้วยแอลกอฮอล์เอาคราบต่างๆ ออก

และตามด้วยพระเอกของเรา ไขปลาวาฬ (ไม่มีไม่ได้) ก้อนละสองร้อย แถวคลองถมมีขาย
แล้วก้อเอาไขปลาวาฬถูกับหัวผ้าซะ


จากนั้นก้อ ขัดๆๆๆๆๆ ล้างๆๆๆๆ สลับกันไปๆ มาๆ จนเหนื่อย
จะมีคราบเหลืออยู่ ไม่ต้องตกใจ เป็นทำมะดา จะเริ่มเห็นความแตกต่าง แบบจะจะ



ตามด้วยเอาพระรองของเรา บัสซี่ น้อง บัสโซ เท ราด เช็ด ปัด ทำวนไป วนมา จนเหนื่อยอีก



จากนั้นเอา บัสซี่ลงอีกรอบ คราวนี้ขัดมือ ขัดๆๆๆๆๆ โอย เหนื่อยว้อยยย
เมื่อเนียนจนพอใจ รึ หมดแรง ก้อเอาไปติดตั้ง จบ เสร็จซะที
ไว้คราวหน้ามีอะไรแผลงๆ จะเอามาลงอีก
ขอบคุณที่ติดตาม




ขอบคุณ คุณจุ้ยที่ให้ข้อมูลดีๆนะครับ
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ไฟตัดหมอกสีขาวให้เป็นสีเหลืองได้ในราคาถูก
แสดงกรรมวิธี ตั้งแต่ต้นยันจบ
เริ่มจากการถอด และเตรียมอุปกรณ์
มี ฟิลม์ คัตเตอร์ แระ ไดร์ฟเป่าผม

ภาระกิจต่อไปคือ
ทามฟามสะอาดไฟตัดหมอกแร้วนำแชมพู หรือ น้ำยาล้างจาน มาชะโลมหั้ยทั่วไฟตัดหมอก
แร้วตัดฟิลม์ตามขนาดที่ต้องการ ติดที่ไฟตัดหมอกตามรูป
แร้วนับ 1-500 (นับทามมัยฟร่ะ) หมายเถิงทิ้งไว้ ประมาณ 15-20 นาที
แร้วเอาไคร์ฟ เป่าเพื่อไล่ฟามชื้นออกหั้ยหมด


หลังจากนั้นต้องมีสมาธิกับมานมากๆ
แร้วงานจะออกมาเชียบขาด ตามรูปที่แนบมา



ขั้นตอนสุดท้าย ติดตั้ง เข้าไปหั้ยเหมือนเดิม
แต่มันม่ายเหมือนเดิมแร้ว
เพราะตา มานเหลืองแร้วง่า (มานคล้ายๆกับฟ้าเหลืองป่าวฟร่ะเนี่ย) *_*
แร้วผลงานก้อออกมาเป็งแบบนี้




เครดิต พี่สองที่เป็นนายแบบและช่างในตัว ขอบคุณครับ
เริ่มจากการถอด และเตรียมอุปกรณ์
มี ฟิลม์ คัตเตอร์ แระ ไดร์ฟเป่าผม
ภาระกิจต่อไปคือ
ทามฟามสะอาดไฟตัดหมอกแร้วนำแชมพู หรือ น้ำยาล้างจาน มาชะโลมหั้ยทั่วไฟตัดหมอก
แร้วตัดฟิลม์ตามขนาดที่ต้องการ ติดที่ไฟตัดหมอกตามรูป
แร้วนับ 1-500 (นับทามมัยฟร่ะ) หมายเถิงทิ้งไว้ ประมาณ 15-20 นาที
แร้วเอาไคร์ฟ เป่าเพื่อไล่ฟามชื้นออกหั้ยหมด
หลังจากนั้นต้องมีสมาธิกับมานมากๆ
แร้วงานจะออกมาเชียบขาด ตามรูปที่แนบมา
ขั้นตอนสุดท้าย ติดตั้ง เข้าไปหั้ยเหมือนเดิม
แต่มันม่ายเหมือนเดิมแร้ว
เพราะตา มานเหลืองแร้วง่า (มานคล้ายๆกับฟ้าเหลืองป่าวฟร่ะเนี่ย) *_*
แร้วผลงานก้อออกมาเป็งแบบนี้
เครดิต พี่สองที่เป็นนายแบบและช่างในตัว ขอบคุณครับ
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
